2008.11.24 Mon
วันจันทร์ที่ 28 มี.ค. 2531
ได้เกิดมาบนโลกใบนี้ ในครอบครัวนี้ พ่อ กับ แม่ เพราะเป็นลูกคนแรก แม่บอกว่ารอมาตั้ง 6 ปี กว่าจะเกิดมาเป็นลูกของแม่ เพราะฉะนั้นพ่อกับแม่ก็จะเห่อมาก
แม่ตั้งชื่อให้ว่า "เพลง" เพราะแม่บอกว่า ตอนเกิดมาร้องเสียงดังมาก แต่เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่ามันกลายเป็นชื่อ "เพลง" ไปได้อย่างไร เพราะร้องเพลงก็ไม่ค่อยจะเป็น
นอกจากนั้นแม่ก็บอกอีกว่า ตอนเกิดใหม่ๆ จะโดนทักว่าเป็นลูกครึ่งตลอด เพราะจมูกโด่ง ผิวขาว .....ถึงแม้ตอนนี้จะมองไม่เห็นความโด่งบนจมูกแล้วก็ตาม .......ผิวก็ ... ดำคล้ำไปเพราะออกแดด
ต่อมาไม่นาน น้องสาวคนเดียว ก็ได้เกิดตามมา (ทำไม?) แม่อยากให้ชื่อคล้องจองกัน เลยตั้งชื่อน้องสาวว่า "เพลิน" จำได้ว่า เพลินจะเป็นเด็กน่ารัก ยิ้มง่าย อารมณ์ดี มากกว่าเรานัก
เราเองก็ชอบไปเล่นกับน้องบ่อยๆ เพราะเป็นคนที่สีหน้ามีอารมณ์มากๆ
วัยเด็กญาติผู้ใหญ่มักบอกว่า ดื้อมาก และเป็นเด็กที่ไม่ค่อยยิ้ม ไม่ทักทายปราศัยใคร และจะติดพ่อติดแม่ติดพี่เลี้ยงมากกว่า นอกจากนี้ก็ จะมีแต่เพื่อนที่เป็นเด็กผู้ชาย เพราะฉะนั้น ก็เลยจะมี
ความซนเป็นพิเศษในช่วงอนุบาล
อนุบาลดาราทร(อ.1-2) - อนุบาลใจรัก(อ.2-3)
ในตอนนั้นจำได้แม่นเลยว่า เป็นเด็กที่ดื้อมาก แต่ก็เรียนเก่งมาก สอบได้ที่ 1 ตลอด แล้วก็ได้เป็นหัวหน้าห้อง มีลูกน้องเป็นเด็กผู้ชายรุ่นน้อง ...เหมือนจะเท่เลยเนอะ? ส่วนความติสในวัยเด็ก ก็มี
ปรากฎมาบ้างเหมือนกัน เพราะชอบวาดรูปมากๆ วาดจนเต็มผนังที่บ้านเลยทีเดียว.... ชอบคิดอะไรต่างจากคนอื่น คุณครูบอกให้วาดกล้วย แต่เราก็คิดต่างจากคนอื่นๆ วาดกล้วยบวชชีส่งซะ
อย่างนั้น แล้วก็โดนคุณครูให้ 0 คะแนน มาโดยปริยาย เพราะว่า "มันไม่ใช่กล้วย" ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน หรือเรื่องวาดรูป ตอนนั้นเราก็เป็นเด็กกิจกรรมตัวยงอีกต่างหาก เพราะคุณแม่สนับสนุนให้
ทำกิจกรรมมากๆ ทั้งเต้น ทั้งรำ และ ...ดรัมเมเยอร์ ... อย่าตกใจเชียวล่ะ ก็บอกแล้วไง ว่าเมื่อก่อนเป็นเด็กกิจกรรม แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวแต่กำเนิด เป็นคนไม่ชอบร่วมกิจกรรมซักเท่าไรนัก และไร้
พรสวรรค์ด้าน ร้อง เล่นดนตรี หรือเต้นรำ ใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้ไม่อยากไปซ้อมรำ ตอนเลิกเรียน เคยโดดไปเล่นเครื่องเล่นที่สนามเด็กเล่น สุดท้ายก็เลยโดนคุณครูที่สอนรำ ตีซะจนร้องไห้เลย ก็เลย
ค่อนข้างจะมีอคติ กับเรื่องกิจกรรมพอสมควร
พระหฤทัยดอนเมือง (ป.1-6)
มาถึงยุคถักเปียลูกคุณหนู เป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดของชีวิต เพราะ ........ หน้าตาก็ขี้เหร่(ลองคิดดู ถูกถอนฟันหน้าออกไปทั้งสองซี่น่ะ จะเหลืออะไรให้ดูดี??) นิสัยก็ดื้อแบบสุดๆ ผลการเรียนก็แย่
แบบสุดๆ โดนเพื่อนแกล้ง(ในช่วง ป.1-2) และตอนช่วงนั้นพ่อก็ไปทำงานที่ต่างจังหวัด ทำให้ได้ติดต่อกันน้อยลง แม่ก็ลำบากมาก เพราะต้องตื่นเช้ามาถักเปียให้ทั้งเรา และน้อง ตื่นก็ยาก กว่า
จะทำอาหาร และหอบกระเตงลูกสองคนไปโรงเรียนอีก ยังดีที่โรงเรียนประถม กับโรงเรียนที่แม่ทำงานอยู่ไม่ไกลกันนัก และอย่างที่บอกไป ว่ามันเป็นยุคมืด ในตอนนั้นเราเป็นคนที่อ่อนแอมากๆ
โดนเพื่อนแกล้งตลอด อาจเพราะหน้าตาเราดูเนิร์ดๆ เรียบร้อยๆ จริงๆ มันไม่เนิร์ดนะคะะะะ มันใส่แว่นแต่เด็ก เพราะมันอ่านการ์ตูนมากไปค่ะ !!!! (อ้อ ... ลืมบอกไป เราอ่านการ์ตูนตั้งแต่อนุบาล 3
-ป.1 ) แต่ตอนนั้นมีเพื่อนคนนึง ซึ่งในตอนนั้นคือเพื่อนที่เราสนิทที่สุด และคบกันมานานมากที่สุด เค้าเหมือนช่วยฉุดเราออกจากที่ตรงนั้น ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น (จนกลายเป็นเด็กแข็งๆ ไปเลย)
หลังจากได้เจอกับเพื่อนคนนั้น เราก็เริ่มเรียนเทควันโด และวาดรูปหนักขึ้น เป็นโอตาคุหนักขึ้น เพราะเพื่อนเราคนนั้นก็เป็นเหมือนกัน จำได้ว่า ตอนประถมชอบซามูไรพเนจรมากๆ ถึงขั้นเอาไม้ไผ่
มาฝึกเพลงดาบล่องนภากันเลยทีเดียว ถึงขนาดหอบการ์ตูนไปอ่านถึงแคนาดาด้วยเลยล่ะ ถึงแม้ว่าชีวิตตอนประถมจะไม่ค่อยราบเรียบนัก แต่ ... ก็เป็นช่วงที่ฝึกให้เราเข้มแข็งขึ้นมากๆ
และทำอะไรเองเป็นหลายอย่าง เพราะตอนนั้นแม่งานหนักมาก ไม่มีเวลามาดูแลเรามากนัก เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็ต้องเริ่มหัดเอง เช่น ว่ายน้ำ รีดผ้า ขี่จักรยาน หรือการเอาตัวรอด แต่ถึงยัง
ไงก็เป็นช่วงเวลาที่เราเกลียดที่สุดอยู่ดี เด็กถักเปีย ตัวผอม ฟันเหยิน (และถูกถอนไปสองซี่ข้างหน้า) ใส่แว่น เรียนไม่เก่ง ....แบบนี้ แต่นึกแล้วก็ขำได้อยู่นะ หึ หึ
โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา (ม.1-6)
ยุคฟื้นฟู .... (นิดหน่อย) โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่แม่ทำงานอยู่ แม่ก็เลยต้องการให้เราสอบติดที่นี่ เพื่อที่จะได้ลดภาระของแม่ และอยู่ในสายตาของแม่ด้วย ยอมรับเลยว่าตอนแรกไม่ชินเลย
เพราะมันเป็นโรงเรียนพุทธ (ประถมอยู่โรงเรียนคริสต์จ้ะ) ต้องตัดผมสั้น และเครื่องแบบสุดเห่ย และเพื่อนที่เป็นคนละระดับกับเรา ทำให้ช่วงนี้เป็นวัยที่เราเปรี้ยวมาก และแสบมาก หยาบคาย
มากขึ้นด้วย ย้อนความไปตอนสอบเข้าก่อน อย่างที่รู้ๆกันว่า ตอนประถมเราเรียนอ่อนมาก (ถึงแม้จะเพิ่งมาฟื้นตัวตอนป.6 ก็ตาม .... ช้าไปมั้ย???) แต่เราก็สอบติดในอันดับที่ 4 ของทั้งหมดที่
สอบเข้า (ยืดดดด) และก็ได้อยู่ห้องคิงส์ (ห้องที่เรียนดีที่สุด) เคยคิดเหมือนกันว่า หรือเพราะเราเป็นลูกอาจารย์ ถึงได้อยู่ห้องคิงส์ แต่ก็ไม่ใช่อะนะ ช็อคอยู่เหมอืนกันว่า ไอ้ห่วยในวัยประถมเนี่ย
นะ ทำไมถึงอยู่ห้องคิงส์ได้ พอมาได้เรียนนี่แหละ ถึงบางอ้อเลย เพราะว่าข้อสอบมันง่ายมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ....... โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ (อาจเพราะเราเรียน
โรงเรียนคริสต์มาด้วยล่ะมั้ง) เป็นอะไรที่ง่ายสุดๆ ไม่เคยอ่านหนังสือสอบเลยซักครั้งสำหรับวิชานี้ และทุกครั้งก็เป็นท็อปคลาสตลอด (ท็อปอยู่วิชาเดียวเหอะ .....)
อย่างที่บอกไปว่า วัยนี้เราเปรี้ยวมาก ทั้งติดเกมส์ บ้าเจร็อค ตั้งวงดนตรี คอสเพลย์ เริ่มมีเพื่อนคอส เพื่อนเน็ต โดดเรียน โดดเวร มีทุกอย่าง แต่ผลการเรียนเราก็ไม่เคยผิดหวัง ส่วนนึงเพราะ
แม่ตั้งเงื่อนไขไว้ว่า ถ้าเกรดไม่มากกว่า 3.8 จะไม่ได้เรียนกีตาร์ ก็เลยพยายามอ่าน ซึ่งวิชาตอนนั้นมันง่ายอยู่นี่นะ (ส่วนกีตาร์ ....อย่าได้ถามถึงมันอีก ตอนนั้นวางแหมะไว้บนหลังตู้เรียบร้อยโรง
เรียนแอชฟอร์ด)
พอมาถึงยุคม.ปลาย เริ่มมีวิวัฒนาการ ใส่คอนแท็คเลนส์ ดัดฟัน หน้าตาก็เลยเริ่มเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น (คนมาวอแวก็เยอะขึ้น แต่ก็โดนสลัดทิ้งไปหมด) แล้วก็ยังคงอยู่ห้องคิงส์เหมือนเคย และ
เปรี้ยวเลือกสายวิทย์ไว้ เพราะคิดว่าตัวเองจะเรียนไหว ม.4 ยังโอเค ง่ายๆ พื้นฐาน เกรดสวย พอขึ้นม. 5 ชักเริ่มทะแม่งๆ ส่งกลิ่นป่วยๆ ออกมาจากเกรดซะแล้ว แต่ภาษาอังกฤษก็ยังไม่ทรยศเรา
^w^ พูดง่ายๆ ว่า วิชาสายศิลป์เราคะแนนดีหมด ส่วนวิชาวิทย์(ซึ่งเป็นวิชาหลัก หน่วยกิตสูง) ได้ 1.5 ได้ 2 อย่างดีเริ่ด ก็ 3 เริ่มคิดได้แล้วว่า "ตรูเรียนผิดสายแน่ๆ " ช่วงนั้นเคยคิดอยากเรียน
ถาปัด เพราะชอบวาดรูป แต่พอรู้ว่าถาปัดต้องใช้ฟิสิกข์ด้วยเท่านั้นแหละ ลาก่อนชั่วชีวิต อาร์คิเตค!!!! พอขึ้นม.6 ก็ยังเอ้อระเหอลอยชายอยู่ เพราะยังเลือกไม่ได้ว่าจะเอาอะไร อยากเรียนอะไร
กันแน่ ตอนนั้นสับสนระหว่างสายภาษาด้วย เพราะเห็นว่าคะแนนภาษาได้ดีมาตลอด แล้ววาดรูปก็ยังวาดอยู่เรื่อยๆ เป็นโอตาคุอยู่เรื่อยๆ ปล่อยชีวิตไปวันๆ โดยการไปเรียนและกลับบ้าน เพื่อน
ก็ไม่ค่อยมี เพราะมีแต่เพื่อนคอส คือช่วงนั้นคอสบ่อยมากขึ้น เริ่มรู้จักคนนอกมากขึ้น ทำให้เราค่อนข้างจะไม่อยากคบเพื่อนในโรงเรียน เพราะฉะนั้นเราก็จะอยู่คนเดียวซะส่วนมาก
จนมาถึงช่วยเอนทรานซ์ ..... เริ่มมีความหวานเข้ามาในชีวิต (บ้าง) อาจเพราะหนีความจริง ทำให้เราเริ่มมองคนรอบข้างที่เข้ามาวอแวอยู่บ้าง แล้วก็นั่นแหละ ..... คนแรกในชีวิต (และคาดว่าจะไม่มี
อีกแล้วสำหรับหัวใจให้ใคร กรั่กๆๆๆๆๆๆๆๆ) เป็นช่วงที่(อาจจะ)มีความสุขที่สุดในม.ปลายล่ะมั้ง พอเอนท์เสร็จก็เลิกกันไป ช่างมัน ...... ประกาศผลสอบออกมาก็ติดที่ คณะโบราณคดี มหาลัย
ศิลปากร อย่าถามว่าชอบหรอ ไม่ได้ชอบ แต่กลัวไม่ติดอะไรเลย เลยเลือกไว้ แล้วมันก็ดันติดจริงๆ ......
มหาลัยศิลปากร ภาค1
อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ยุคม.ปลาย ว่าไม่ได้ชอบ แต่เอาเพราะมันติด ก็เลยลองเข้ามาเรียน เป็นเด็กดีปฏิบัติตามกฎทุกอย่าง เข้าซ้อมเชียร์ทุกครั้ง โดนว้ากแว้กอะไรมากมาย ก็เป็นสีสันในชีวิตดี
แต่ถ้าพูดถึงเรื่องหลักสูตรแล้วล่ะก็ แน่นอนว่า เราไม่ประทับใจจอร์จ เพราะมันมีแต่วิชาประวัติศาสตร์ ธรณีวิทยา น่าเบื่อมากกกกกกกกกกกกก เรียนไปวาดรูปไป พลางคิดไปว่า เราคงไม่
เหมาะกับที่นี่จริงๆ แต่ก็อดทนเรียนไปเทอมกว่าๆ นะ เกรดก็ไม่แย่อะไร แต่จนมาถึงวันนึง มันเหมือนฟางเส้นสุดท้าย เราไม่ชอบสังคมในคณะนี้ แล้วก็ไม่ประทับใจวิชาเรียน วันนั้นตัดสินใจเลย
เดินไปบอกเพื่อนในกลุ่ม ว่า "วันนี้เราจะมาเรียนที่นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะ" ต่อจากนั้นก็ลาออก ไม่ไปเรียนอีกเลย นั่งฝึกมืออยู่ที่บ้าน แล้วก็ไปเรียนที่โรงเรียนติวศิลปะ เรียนดรอวอิ้ง ลงสี ใน
ตอนนั้นเรียกว่าแทบจะไม่ว่างเลย เพราะเรียนทุกวัน กลับดึกทุกวัน มือไม้ หน้าตาเปื้อนEE กลับมาทุกวัน แต่เราก็ยังรู้สึกสนุกมากกว่าไปเรียนที่นั่นซะอีกนะ เรามาเรียนติวช้าไป กว่าคนอื่นๆ
มากๆ แต่ด้วยความที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว ทำให้ไปเร็วกว่าคนปกติ เราไปสอบครั้งแรก ได้คะแนนสูงกว่าคนที่เรียนนานกว่าเราเยอะ แต่ก็ ........ ไม่ติดอยู่ดี (คะแนนวิชาการห่วยแตกมาก เพราะช่วง
นั้นไม่ได้เรียนอะไรเกี่ยวกับวิชาการเลย) พอไม่ติดครั้งนั้น ทำให้เราต้องคิดแล้วว่า จะเอายังไง จะซิวอีกปีหรือไม่ เป็นช่วงชีวิตที่เครียดมากๆ ไม่ใช่แค่เราคนเดียว ทั้งพ่อแม่ ในครอบครัวเครียด
หมด เพราะกลัวลูกสาว / พี่สาว จะไม่มีที่เรียน จนสุดท้าย เราก็เลือกสิ่งที่เรารัก ก็คือเรียนวาดรูปต่อไป จะสอบอีกปี
.... แต่ ก็ไม่ติดอยู่ดี (ด้วยสาเหตุหลายประการ ตอนนั้นได้ระบายให้เพื่อนฟังไปเยอะ)
ชีวิตตอนนั้น มันเคว้งนะ แต่เราก็มีความสุขกับการมีเพื่อนที่ดี (แม่บ้าน) และการคอส และโฮกหนุ่มดงบังมากๆ เราไม่เคยมีเพื่อนกลุ่มใหญ่ๆ อย่างนี้มาก่อนเลย เลยรู้สึกรักมาก และติดมาก
มหาลัยศิลปากร ภาค 2
หลังจากที่ทำตัวเหลวไหลมาปีนึงเต็มๆ ในที่สุดเราก็ทนรอโอกาสไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว สงสารพ่อแม่ ที่ต้องเครียดแทนเรา ขับรถไปรับไปส่งเราทุกวัน เราก็ยอมเข้าคณะที่เป็นรองจนได้ ก็คือ นิเทศ
ศิลปากรนี่แล .... ซึ่งก็คือปัจจุบัน เป็นการเรียนที่แตกต่างจากโบราณแบบสุดขั้ว งานโหดมากกกกก เคยเข้าใจว่าน่าจะเรียนง่าย ให้เกรดง่ายๆ เปล่าเลย .............=[]=! เรียนง่ายน่ะใช่ แต่งาน
หนัก งานหิน อจ.โหด และกดคะแนนสุดๆ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด แต่ไม่เป็นไร คะแนนยังโอเคอยู่ (เฉพาะวิชาศิลปะนะ อย่างอื่นนอกจากอังกฤษก็ช่างมันเหอะ) ส่วนชีวิตโอตาคุ ก็ยังโอ
ตาคุ๊ โอตาคุ ต่อไป (สุดๆ แล้ว)
มาถึงตอนนี้ เราคาดเดาไม่ได้ว่าอนาคตข้างหน้าของเราจะเป็นยังไงต่อไป การเรียนจะดีขึ้น หรือแย่ลง ไม่รู้เลย หรือแม้กระทั่งเพื่อน สังคม คอส หรืออะไรก็ตาม แต่เราก็เชื่อมั่นนะ ในสิ่งที่ตัวเอง
เป็น ในสิ่งที่เห็น เราไม่เคยร้องไห้เสียใจว่าชีวิตเราทำไมมันแย่แบบนี้ เรากลับคิดว่า ดีด้วยซ้ำไป มีคนตั้งมากมายที่ไม่ได้เป็นแบบเรา ไม่มีโอกาสอะไรหลายๆ อย่าง เราถือว่าเป็นคนโชคดีคนนึง
ที่มีครอบครัวดีๆ มีเพื่อนที่ดี เป็นตัวของตัวเอง มีความคิดเป็นของตัวเอง แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ...... แต่ .... ความทะเยอทะยานของเรา มันไม่ได้จบแค่ที่นี่แน่นอน เอาไว้เรียนจบก่อนละกัน จะบอกต่อ
ไปได้ว่า จะทำอะไรต่อจากนั้น .....
ขอบคุณ แม่ พ่อ น้องสาว เพื่อนที่เรารัก คนที่เคยผ่านมาในชีวิตแล้วก็ผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทำให้เราเป็นเราในทุกวันนี้
motto Gambarimasuuuu!!!!!!!
ได้เกิดมาบนโลกใบนี้ ในครอบครัวนี้ พ่อ กับ แม่ เพราะเป็นลูกคนแรก แม่บอกว่ารอมาตั้ง 6 ปี กว่าจะเกิดมาเป็นลูกของแม่ เพราะฉะนั้นพ่อกับแม่ก็จะเห่อมาก
แม่ตั้งชื่อให้ว่า "เพลง" เพราะแม่บอกว่า ตอนเกิดมาร้องเสียงดังมาก แต่เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่ามันกลายเป็นชื่อ "เพลง" ไปได้อย่างไร เพราะร้องเพลงก็ไม่ค่อยจะเป็น
นอกจากนั้นแม่ก็บอกอีกว่า ตอนเกิดใหม่ๆ จะโดนทักว่าเป็นลูกครึ่งตลอด เพราะจมูกโด่ง ผิวขาว .....ถึงแม้ตอนนี้จะมองไม่เห็นความโด่งบนจมูกแล้วก็ตาม .......ผิวก็ ... ดำคล้ำไปเพราะออกแดด
ต่อมาไม่นาน น้องสาวคนเดียว ก็ได้เกิดตามมา (ทำไม?) แม่อยากให้ชื่อคล้องจองกัน เลยตั้งชื่อน้องสาวว่า "เพลิน" จำได้ว่า เพลินจะเป็นเด็กน่ารัก ยิ้มง่าย อารมณ์ดี มากกว่าเรานัก
เราเองก็ชอบไปเล่นกับน้องบ่อยๆ เพราะเป็นคนที่สีหน้ามีอารมณ์มากๆ
วัยเด็กญาติผู้ใหญ่มักบอกว่า ดื้อมาก และเป็นเด็กที่ไม่ค่อยยิ้ม ไม่ทักทายปราศัยใคร และจะติดพ่อติดแม่ติดพี่เลี้ยงมากกว่า นอกจากนี้ก็ จะมีแต่เพื่อนที่เป็นเด็กผู้ชาย เพราะฉะนั้น ก็เลยจะมี
ความซนเป็นพิเศษในช่วงอนุบาล
อนุบาลดาราทร(อ.1-2) - อนุบาลใจรัก(อ.2-3)
ในตอนนั้นจำได้แม่นเลยว่า เป็นเด็กที่ดื้อมาก แต่ก็เรียนเก่งมาก สอบได้ที่ 1 ตลอด แล้วก็ได้เป็นหัวหน้าห้อง มีลูกน้องเป็นเด็กผู้ชายรุ่นน้อง ...เหมือนจะเท่เลยเนอะ? ส่วนความติสในวัยเด็ก ก็มี
ปรากฎมาบ้างเหมือนกัน เพราะชอบวาดรูปมากๆ วาดจนเต็มผนังที่บ้านเลยทีเดียว.... ชอบคิดอะไรต่างจากคนอื่น คุณครูบอกให้วาดกล้วย แต่เราก็คิดต่างจากคนอื่นๆ วาดกล้วยบวชชีส่งซะ
อย่างนั้น แล้วก็โดนคุณครูให้ 0 คะแนน มาโดยปริยาย เพราะว่า "มันไม่ใช่กล้วย" ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน หรือเรื่องวาดรูป ตอนนั้นเราก็เป็นเด็กกิจกรรมตัวยงอีกต่างหาก เพราะคุณแม่สนับสนุนให้
ทำกิจกรรมมากๆ ทั้งเต้น ทั้งรำ และ ...ดรัมเมเยอร์ ... อย่าตกใจเชียวล่ะ ก็บอกแล้วไง ว่าเมื่อก่อนเป็นเด็กกิจกรรม แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวแต่กำเนิด เป็นคนไม่ชอบร่วมกิจกรรมซักเท่าไรนัก และไร้
พรสวรรค์ด้าน ร้อง เล่นดนตรี หรือเต้นรำ ใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้ไม่อยากไปซ้อมรำ ตอนเลิกเรียน เคยโดดไปเล่นเครื่องเล่นที่สนามเด็กเล่น สุดท้ายก็เลยโดนคุณครูที่สอนรำ ตีซะจนร้องไห้เลย ก็เลย
ค่อนข้างจะมีอคติ กับเรื่องกิจกรรมพอสมควร
พระหฤทัยดอนเมือง (ป.1-6)
มาถึงยุคถักเปียลูกคุณหนู เป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดของชีวิต เพราะ ........ หน้าตาก็ขี้เหร่(ลองคิดดู ถูกถอนฟันหน้าออกไปทั้งสองซี่น่ะ จะเหลืออะไรให้ดูดี??) นิสัยก็ดื้อแบบสุดๆ ผลการเรียนก็แย่
แบบสุดๆ โดนเพื่อนแกล้ง(ในช่วง ป.1-2) และตอนช่วงนั้นพ่อก็ไปทำงานที่ต่างจังหวัด ทำให้ได้ติดต่อกันน้อยลง แม่ก็ลำบากมาก เพราะต้องตื่นเช้ามาถักเปียให้ทั้งเรา และน้อง ตื่นก็ยาก กว่า
จะทำอาหาร และหอบกระเตงลูกสองคนไปโรงเรียนอีก ยังดีที่โรงเรียนประถม กับโรงเรียนที่แม่ทำงานอยู่ไม่ไกลกันนัก และอย่างที่บอกไป ว่ามันเป็นยุคมืด ในตอนนั้นเราเป็นคนที่อ่อนแอมากๆ
โดนเพื่อนแกล้งตลอด อาจเพราะหน้าตาเราดูเนิร์ดๆ เรียบร้อยๆ จริงๆ มันไม่เนิร์ดนะคะะะะ มันใส่แว่นแต่เด็ก เพราะมันอ่านการ์ตูนมากไปค่ะ !!!! (อ้อ ... ลืมบอกไป เราอ่านการ์ตูนตั้งแต่อนุบาล 3
-ป.1 ) แต่ตอนนั้นมีเพื่อนคนนึง ซึ่งในตอนนั้นคือเพื่อนที่เราสนิทที่สุด และคบกันมานานมากที่สุด เค้าเหมือนช่วยฉุดเราออกจากที่ตรงนั้น ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น (จนกลายเป็นเด็กแข็งๆ ไปเลย)
หลังจากได้เจอกับเพื่อนคนนั้น เราก็เริ่มเรียนเทควันโด และวาดรูปหนักขึ้น เป็นโอตาคุหนักขึ้น เพราะเพื่อนเราคนนั้นก็เป็นเหมือนกัน จำได้ว่า ตอนประถมชอบซามูไรพเนจรมากๆ ถึงขั้นเอาไม้ไผ่
มาฝึกเพลงดาบล่องนภากันเลยทีเดียว ถึงขนาดหอบการ์ตูนไปอ่านถึงแคนาดาด้วยเลยล่ะ ถึงแม้ว่าชีวิตตอนประถมจะไม่ค่อยราบเรียบนัก แต่ ... ก็เป็นช่วงที่ฝึกให้เราเข้มแข็งขึ้นมากๆ
และทำอะไรเองเป็นหลายอย่าง เพราะตอนนั้นแม่งานหนักมาก ไม่มีเวลามาดูแลเรามากนัก เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็ต้องเริ่มหัดเอง เช่น ว่ายน้ำ รีดผ้า ขี่จักรยาน หรือการเอาตัวรอด แต่ถึงยัง
ไงก็เป็นช่วงเวลาที่เราเกลียดที่สุดอยู่ดี เด็กถักเปีย ตัวผอม ฟันเหยิน (และถูกถอนไปสองซี่ข้างหน้า) ใส่แว่น เรียนไม่เก่ง ....แบบนี้ แต่นึกแล้วก็ขำได้อยู่นะ หึ หึ
โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา (ม.1-6)
ยุคฟื้นฟู .... (นิดหน่อย) โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่แม่ทำงานอยู่ แม่ก็เลยต้องการให้เราสอบติดที่นี่ เพื่อที่จะได้ลดภาระของแม่ และอยู่ในสายตาของแม่ด้วย ยอมรับเลยว่าตอนแรกไม่ชินเลย
เพราะมันเป็นโรงเรียนพุทธ (ประถมอยู่โรงเรียนคริสต์จ้ะ) ต้องตัดผมสั้น และเครื่องแบบสุดเห่ย และเพื่อนที่เป็นคนละระดับกับเรา ทำให้ช่วงนี้เป็นวัยที่เราเปรี้ยวมาก และแสบมาก หยาบคาย
มากขึ้นด้วย ย้อนความไปตอนสอบเข้าก่อน อย่างที่รู้ๆกันว่า ตอนประถมเราเรียนอ่อนมาก (ถึงแม้จะเพิ่งมาฟื้นตัวตอนป.6 ก็ตาม .... ช้าไปมั้ย???) แต่เราก็สอบติดในอันดับที่ 4 ของทั้งหมดที่
สอบเข้า (ยืดดดด) และก็ได้อยู่ห้องคิงส์ (ห้องที่เรียนดีที่สุด) เคยคิดเหมือนกันว่า หรือเพราะเราเป็นลูกอาจารย์ ถึงได้อยู่ห้องคิงส์ แต่ก็ไม่ใช่อะนะ ช็อคอยู่เหมอืนกันว่า ไอ้ห่วยในวัยประถมเนี่ย
นะ ทำไมถึงอยู่ห้องคิงส์ได้ พอมาได้เรียนนี่แหละ ถึงบางอ้อเลย เพราะว่าข้อสอบมันง่ายมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ....... โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ (อาจเพราะเราเรียน
โรงเรียนคริสต์มาด้วยล่ะมั้ง) เป็นอะไรที่ง่ายสุดๆ ไม่เคยอ่านหนังสือสอบเลยซักครั้งสำหรับวิชานี้ และทุกครั้งก็เป็นท็อปคลาสตลอด (ท็อปอยู่วิชาเดียวเหอะ .....)
อย่างที่บอกไปว่า วัยนี้เราเปรี้ยวมาก ทั้งติดเกมส์ บ้าเจร็อค ตั้งวงดนตรี คอสเพลย์ เริ่มมีเพื่อนคอส เพื่อนเน็ต โดดเรียน โดดเวร มีทุกอย่าง แต่ผลการเรียนเราก็ไม่เคยผิดหวัง ส่วนนึงเพราะ
แม่ตั้งเงื่อนไขไว้ว่า ถ้าเกรดไม่มากกว่า 3.8 จะไม่ได้เรียนกีตาร์ ก็เลยพยายามอ่าน ซึ่งวิชาตอนนั้นมันง่ายอยู่นี่นะ (ส่วนกีตาร์ ....อย่าได้ถามถึงมันอีก ตอนนั้นวางแหมะไว้บนหลังตู้เรียบร้อยโรง
เรียนแอชฟอร์ด)
พอมาถึงยุคม.ปลาย เริ่มมีวิวัฒนาการ ใส่คอนแท็คเลนส์ ดัดฟัน หน้าตาก็เลยเริ่มเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น (คนมาวอแวก็เยอะขึ้น แต่ก็โดนสลัดทิ้งไปหมด) แล้วก็ยังคงอยู่ห้องคิงส์เหมือนเคย และ
เปรี้ยวเลือกสายวิทย์ไว้ เพราะคิดว่าตัวเองจะเรียนไหว ม.4 ยังโอเค ง่ายๆ พื้นฐาน เกรดสวย พอขึ้นม. 5 ชักเริ่มทะแม่งๆ ส่งกลิ่นป่วยๆ ออกมาจากเกรดซะแล้ว แต่ภาษาอังกฤษก็ยังไม่ทรยศเรา
^w^ พูดง่ายๆ ว่า วิชาสายศิลป์เราคะแนนดีหมด ส่วนวิชาวิทย์(ซึ่งเป็นวิชาหลัก หน่วยกิตสูง) ได้ 1.5 ได้ 2 อย่างดีเริ่ด ก็ 3 เริ่มคิดได้แล้วว่า "ตรูเรียนผิดสายแน่ๆ " ช่วงนั้นเคยคิดอยากเรียน
ถาปัด เพราะชอบวาดรูป แต่พอรู้ว่าถาปัดต้องใช้ฟิสิกข์ด้วยเท่านั้นแหละ ลาก่อนชั่วชีวิต อาร์คิเตค!!!! พอขึ้นม.6 ก็ยังเอ้อระเหอลอยชายอยู่ เพราะยังเลือกไม่ได้ว่าจะเอาอะไร อยากเรียนอะไร
กันแน่ ตอนนั้นสับสนระหว่างสายภาษาด้วย เพราะเห็นว่าคะแนนภาษาได้ดีมาตลอด แล้ววาดรูปก็ยังวาดอยู่เรื่อยๆ เป็นโอตาคุอยู่เรื่อยๆ ปล่อยชีวิตไปวันๆ โดยการไปเรียนและกลับบ้าน เพื่อน
ก็ไม่ค่อยมี เพราะมีแต่เพื่อนคอส คือช่วงนั้นคอสบ่อยมากขึ้น เริ่มรู้จักคนนอกมากขึ้น ทำให้เราค่อนข้างจะไม่อยากคบเพื่อนในโรงเรียน เพราะฉะนั้นเราก็จะอยู่คนเดียวซะส่วนมาก
จนมาถึงช่วยเอนทรานซ์ ..... เริ่มมีความหวานเข้ามาในชีวิต (บ้าง) อาจเพราะหนีความจริง ทำให้เราเริ่มมองคนรอบข้างที่เข้ามาวอแวอยู่บ้าง แล้วก็นั่นแหละ ..... คนแรกในชีวิต (และคาดว่าจะไม่มี
อีกแล้วสำหรับหัวใจให้ใคร กรั่กๆๆๆๆๆๆๆๆ) เป็นช่วงที่(อาจจะ)มีความสุขที่สุดในม.ปลายล่ะมั้ง พอเอนท์เสร็จก็เลิกกันไป ช่างมัน ...... ประกาศผลสอบออกมาก็ติดที่ คณะโบราณคดี มหาลัย
ศิลปากร อย่าถามว่าชอบหรอ ไม่ได้ชอบ แต่กลัวไม่ติดอะไรเลย เลยเลือกไว้ แล้วมันก็ดันติดจริงๆ ......
มหาลัยศิลปากร ภาค1
อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ยุคม.ปลาย ว่าไม่ได้ชอบ แต่เอาเพราะมันติด ก็เลยลองเข้ามาเรียน เป็นเด็กดีปฏิบัติตามกฎทุกอย่าง เข้าซ้อมเชียร์ทุกครั้ง โดนว้ากแว้กอะไรมากมาย ก็เป็นสีสันในชีวิตดี
แต่ถ้าพูดถึงเรื่องหลักสูตรแล้วล่ะก็ แน่นอนว่า เราไม่ประทับใจจอร์จ เพราะมันมีแต่วิชาประวัติศาสตร์ ธรณีวิทยา น่าเบื่อมากกกกกกกกกกกกก เรียนไปวาดรูปไป พลางคิดไปว่า เราคงไม่
เหมาะกับที่นี่จริงๆ แต่ก็อดทนเรียนไปเทอมกว่าๆ นะ เกรดก็ไม่แย่อะไร แต่จนมาถึงวันนึง มันเหมือนฟางเส้นสุดท้าย เราไม่ชอบสังคมในคณะนี้ แล้วก็ไม่ประทับใจวิชาเรียน วันนั้นตัดสินใจเลย
เดินไปบอกเพื่อนในกลุ่ม ว่า "วันนี้เราจะมาเรียนที่นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะ" ต่อจากนั้นก็ลาออก ไม่ไปเรียนอีกเลย นั่งฝึกมืออยู่ที่บ้าน แล้วก็ไปเรียนที่โรงเรียนติวศิลปะ เรียนดรอวอิ้ง ลงสี ใน
ตอนนั้นเรียกว่าแทบจะไม่ว่างเลย เพราะเรียนทุกวัน กลับดึกทุกวัน มือไม้ หน้าตาเปื้อนEE กลับมาทุกวัน แต่เราก็ยังรู้สึกสนุกมากกว่าไปเรียนที่นั่นซะอีกนะ เรามาเรียนติวช้าไป กว่าคนอื่นๆ
มากๆ แต่ด้วยความที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว ทำให้ไปเร็วกว่าคนปกติ เราไปสอบครั้งแรก ได้คะแนนสูงกว่าคนที่เรียนนานกว่าเราเยอะ แต่ก็ ........ ไม่ติดอยู่ดี (คะแนนวิชาการห่วยแตกมาก เพราะช่วง
นั้นไม่ได้เรียนอะไรเกี่ยวกับวิชาการเลย) พอไม่ติดครั้งนั้น ทำให้เราต้องคิดแล้วว่า จะเอายังไง จะซิวอีกปีหรือไม่ เป็นช่วงชีวิตที่เครียดมากๆ ไม่ใช่แค่เราคนเดียว ทั้งพ่อแม่ ในครอบครัวเครียด
หมด เพราะกลัวลูกสาว / พี่สาว จะไม่มีที่เรียน จนสุดท้าย เราก็เลือกสิ่งที่เรารัก ก็คือเรียนวาดรูปต่อไป จะสอบอีกปี
.... แต่ ก็ไม่ติดอยู่ดี (ด้วยสาเหตุหลายประการ ตอนนั้นได้ระบายให้เพื่อนฟังไปเยอะ)
ชีวิตตอนนั้น มันเคว้งนะ แต่เราก็มีความสุขกับการมีเพื่อนที่ดี (แม่บ้าน) และการคอส และโฮกหนุ่มดงบังมากๆ เราไม่เคยมีเพื่อนกลุ่มใหญ่ๆ อย่างนี้มาก่อนเลย เลยรู้สึกรักมาก และติดมาก
มหาลัยศิลปากร ภาค 2
หลังจากที่ทำตัวเหลวไหลมาปีนึงเต็มๆ ในที่สุดเราก็ทนรอโอกาสไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว สงสารพ่อแม่ ที่ต้องเครียดแทนเรา ขับรถไปรับไปส่งเราทุกวัน เราก็ยอมเข้าคณะที่เป็นรองจนได้ ก็คือ นิเทศ
ศิลปากรนี่แล .... ซึ่งก็คือปัจจุบัน เป็นการเรียนที่แตกต่างจากโบราณแบบสุดขั้ว งานโหดมากกกกก เคยเข้าใจว่าน่าจะเรียนง่าย ให้เกรดง่ายๆ เปล่าเลย .............=[]=! เรียนง่ายน่ะใช่ แต่งาน
หนัก งานหิน อจ.โหด และกดคะแนนสุดๆ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด แต่ไม่เป็นไร คะแนนยังโอเคอยู่ (เฉพาะวิชาศิลปะนะ อย่างอื่นนอกจากอังกฤษก็ช่างมันเหอะ) ส่วนชีวิตโอตาคุ ก็ยังโอ
ตาคุ๊ โอตาคุ ต่อไป (สุดๆ แล้ว)
มาถึงตอนนี้ เราคาดเดาไม่ได้ว่าอนาคตข้างหน้าของเราจะเป็นยังไงต่อไป การเรียนจะดีขึ้น หรือแย่ลง ไม่รู้เลย หรือแม้กระทั่งเพื่อน สังคม คอส หรืออะไรก็ตาม แต่เราก็เชื่อมั่นนะ ในสิ่งที่ตัวเอง
เป็น ในสิ่งที่เห็น เราไม่เคยร้องไห้เสียใจว่าชีวิตเราทำไมมันแย่แบบนี้ เรากลับคิดว่า ดีด้วยซ้ำไป มีคนตั้งมากมายที่ไม่ได้เป็นแบบเรา ไม่มีโอกาสอะไรหลายๆ อย่าง เราถือว่าเป็นคนโชคดีคนนึง
ที่มีครอบครัวดีๆ มีเพื่อนที่ดี เป็นตัวของตัวเอง มีความคิดเป็นของตัวเอง แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ...... แต่ .... ความทะเยอทะยานของเรา มันไม่ได้จบแค่ที่นี่แน่นอน เอาไว้เรียนจบก่อนละกัน จะบอกต่อ
ไปได้ว่า จะทำอะไรต่อจากนั้น .....
ขอบคุณ แม่ พ่อ น้องสาว เพื่อนที่เรารัก คนที่เคยผ่านมาในชีวิตแล้วก็ผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทำให้เราเป็นเราในทุกวันนี้
motto Gambarimasuuuu!!!!!!!
2008.11.21 Fri
2008.11.12 Wed
ไปที่ๆ เค้าลอยกระทงกันมาแหละ .... (แต่ว่าไม่ได้ไปลอย ไปถ่ายรูปเฉ๊ยเฉย)

คนเยอะเหมือนกันนะ ทีแรกไปเพราะอยากไปถ่ายรูปพลุ แต่ปรากฏว่า เค้างดงานรื่นเริง เลยอดไปตามระเบียบนะฮ้า ....


มีแต่กระทงอลังๆ ทั้งนั้น กดมาเยอะ แต่ลงแค่นิดเดียวพอละกันเนอะ ^^
.......... ขอให้ปีนี้ เข้มแข็งยิ่งขึ้น ...มากกว่านี้ และขอให้ตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้ด้วย !!!!! ....
สาธุ๊!!!!!!!!!!!!

คนเยอะเหมือนกันนะ ทีแรกไปเพราะอยากไปถ่ายรูปพลุ แต่ปรากฏว่า เค้างดงานรื่นเริง เลยอดไปตามระเบียบนะฮ้า ....


มีแต่กระทงอลังๆ ทั้งนั้น กดมาเยอะ แต่ลงแค่นิดเดียวพอละกันเนอะ ^^
.......... ขอให้ปีนี้ เข้มแข็งยิ่งขึ้น ...มากกว่านี้ และขอให้ตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้ด้วย !!!!! ....
สาธุ๊!!!!!!!!!!!!
2008.11.07 Fri
ไปถ่ายรูปเล่นที่สยามมาล่ะ
แบบว่าเพิ่งได้น้องพอลล่าคืน แล้วคันมืออยากกดชัตเตอร์
(ถ้าไม่กดในเร็ววัน เราต้องกลายร่างเป็นวาจูร่าถล่มฟรอนเทียร์แน่ๆ )
ก็เลยพอดีนัดกับสาวน้อยแก้มแดง พี่ตอง ไปเดินเล่นชิวๆ (ชิวจริงๆ)
แล้วก็เลยได้ถ่ายรูปไปด้วยเลย

雲雀 恭弥 : バイトン

六条 壬晴 : ME

ก่อนกลับก็กิน แล้วก็กิน กลับบ้านไปแบบอิ่มๆ สบายใจ เย้~
แบบว่าเพิ่งได้น้องพอลล่าคืน แล้วคันมืออยากกดชัตเตอร์
(ถ้าไม่กดในเร็ววัน เราต้องกลายร่างเป็นวาจูร่าถล่มฟรอนเทียร์แน่ๆ )
ก็เลยพอดีนัดกับ
แล้วก็เลยได้ถ่ายรูปไปด้วยเลย

雲雀 恭弥 : バイトン

六条 壬晴 : ME

ก่อนกลับก็กิน แล้วก็กิน กลับบ้านไปแบบอิ่มๆ สบายใจ เย้~
2008.11.05 Wed



